แนวความคิดที่จะนำเอารูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาใช้
ในประเทศไทย ได้เริ่มต้นขึ้นให้เห็นเป็นรูปธรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงดำเนินรัฐประศาสโนบาย เพื่อเป็นการ
ปูพื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไปดังเช่น
โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษา
ในพระองค์ เพื่อถวายคำปรึกษาและความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการปกครอง
ในปีพุทธศักราช 2417 หรือการปฏิรูประบบราชการ ปีพุทธศักราช 2435
และที่สำคัญคือการเลิกทาส ซึ่งนับเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว กระแสความต้องการ
การเปลี่ยนแปลงการปกครองทวีความรุนแรงขึ้น
พระองค์ทรงจัดตั้งเมืองสมมุติขึ้นมีชื่อว่า
" ดุสิตธานี " ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพระราชวัง
ดุสิต เพื่อทดลองการปกครองบ้านเมืองในระบอบ
ประชาธิปไตย
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี
พุทธศักราช 2468 พระองค์ทรงตั้งพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะวาง
รากฐานการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังปรากฏ
หลักฐานและเอกสารการเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่
ประชาชนหลายครั้ง แต่ถูกยับยั้งจากที่ประชุมอภิรัฐมนตรีสภาว่า
ยังไม่ถึงเวลาอันสมควร
ช่วงเวลานั้นกระแสการเรียกร้อง
การปกครองระบอบประชาธิปไตยมี
ความรุนแรงยิ่งขึ้นจนในที่สุดมีกลุ่ม
บุคคลที่เรียกตัวเองว่า" คณะราษฎร"
ได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้มี
การเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
ในวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475
หลังจากนั้น ประเทศไทยได้มีการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจนถึงปัจจุบัน
ครับ
เมืองดุสิตธานี
พระองค์ทรงตั้งเมือง " ดุสิตธานี " ขึ้นเพื่อทรงทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย
เมืองดุสิตธานี เป็นเมืองจำลองเล็กๆ ตั้งอยู่ภายในเขตพระราชฐาน ทรงจัดการปกครองแบบคณะนคราภิบาล เพื่อเป็นการทดลอง และทรงอบรมสั่งสอนการบริหารการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทรงเน้นการวางผังเมือง การสาธารณูปโภค การสุขาภิบาล และการจัดสวนสาธารณะ
ทรงกำหนดให้คนไทยมีนามสกุล โดยประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุล เมื่อพ.ศ.๒๔๕๖
เพื่อเป็นการให้คนไทยมีนามสกุลใช้ต่อท้ายชื่อเป็นสกุลวงศ์ของครอบครัว และเพื่อป้องกันความ
สับสนในกรณีที่มีชื่อซ้ำกัน และยังช่วยทำให้คนในสกุลทำความดีเพื่อรักษาเกียรติยศของวงศ์ตระกูล
ในปีพ.ศ. ๒๔๕๖ ได้ทรงประกาศให้เลิกใช้จุลศักราช และใช้พุทธศักราชแทน
ในปีพ.ศ. ๒๔๖o โปรดให้เลิกโรงหวย ก. ข. รวมทั้งโรงบ่อนการพนัน
edit @ 2007/02/13 15:04:27